จิรวัฒน์'s profileครูแดงดอทคอมPhotosBlogListsMore Tools Help

จิรวัฒน์

Occupation
Location
Interests
ครูธรรมดา ที่ไม่อยากเป็นแค่ครูธรรมดา

ครูแดงดอทคอม

อยากทำอะไรที่ไม่ต้องมีกฎเกณฑ์มาคอยบังคับ เพื่อเปิดเผยตัวจริงให้ทุกคนได้รู้
Photo 1 of 9
April 28

โจทย์ข้อหนึ่งของวิชาฟิสิกส์

โจทย์ข้อหนึ่งในข้อสอบวิชาฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนมีดังนี้

จงอธิบายว่าท่านจะใช้บารอมิเตอร์วัดความสูงของตึกระฟ้าได้อย่างไร

 

รู้จักกันนะครับ

บาร์รอมิเตอร์นี่ก็คือเครื่องมือวัดความกดอากาศนั่นเอง

(อธิบายเพิ่มเติมก็คงต้องบอกว่า อากาศนั้นมันมีน้ำหนักหรือมีแรงกดนั่น

และแรงกดของอากาศนั้นเมื่ออยู่ในระดับความสูงที่เปลี่ยนไป

ความกดอากาศก็เปลี่ยนไปด้วย)

นักศึกษาคนหนึ่งเขียนคำตอบลงไปว่า "เอาเชือกยาวๆ

ผูกกับบารอมิเตอร์แล้วหย่อนลงมาจากยอดตึก

แล้วก็เอาความยาวเชือกบวกความสูงบารอมิเตอร์ก็จะได้ความสูงของตึก"

 

ฟังดูเป็นอย่างไรครับคำตอบนี้ ผมฟังครั้งแรกผมยังอมยิ้มเลยครับ

แต่อาจารย์ที่ตรวจข้อสอบไม่นึกขันอย่างผมด้วย

อาจารย์ตัดสินให้นักศึกษาคนนั้นสอบตก

นักศึกษาผู้นั้นยืนยันต่ออาจารย์ที่ปรึกษาว่า

คำตอบของเขาควรจะถูกต้องอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

และคำตอบของเขาก็สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์

ทางมหาวิทยาลัยจึงตั้งกรรมการชุดหนึ่งมาตัดสินเรื่องนี้

และในที่สุดคณะกรรมการก็มีความเห็นตรงกันว่า

คำตอบนั้นถูกต้องอย่างแน่นอน

แต่เป็นคำตอบที่ไม่แสดงถึงความรู้ความสามารถทางฟิสิกส์

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น

ทางคณะกรรมการจึงให้เรียกนักศึกษาคนนั้นมา

แล้วให้สอบข้อสอบข้อนั้นอีกครั้งหนึ่งต่อหน้า โดยให้เวลาเพียง 6 นาที

เท่ากับเวลาในการสอบข้อสอบเดิม

เพื่อหาคำตอบที่แสดงให้เห็นถึงความรู้ทางด้านฟิสิกส์

หลังจากผ่านไป 3 นาที นักศึกษาคนนั้นก็ยังนั่งนิ่งอยู่

กรรมการจึงเตือนว่า เวลาผ่านไปครึ่งหนึ่งแล้วจะไม่ตอบหรืออย่างไร

 

นักศึกษาหัวรั้นจึงตอบว่า เขามีคำตอบมากมายที่เกี่ยวกับฟิสิกส์

แต่ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้คำตอบไหนดี

และเมื่อได้รับคำเตือนอีกครั้ง

นักศึกษาจึงเขียนคำตอบลงไปดังนี้

ให้เอาบารอมิเตอร์ขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกและทิ้งลงมา

จับเวลาจนถึงพื้น

ความสูงของตึกหาได้จากสูตร H=0.5g*t กำลัง 2

หรือถ้าแดดแรงพอ

ให้วัดความสูงบารอมิเตอร์แล้วก็วางบารอมิเตอร์ให้ตั้งฉากพื้น

แล้ววัดความยาวของเงาบารอมอเตอร์

จากนั้นก็วัดความยาวของเงาตึก

แล้วคิดด้วยตรีโกณมิติก็จะได้ความสูงของตึกโดยไม่ต้องขึ้นไปบนตึกด้วยซ้ำ

หรือถ้าเกิดอยากใช้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์มากกว่านี้

ก็เอาเชือกเส้นสั้นๆ มาผูกกะบารอมิเตอร์แล้วแกว่งเหมือนลูกตุ้ม

ตอนแรกก็แกว่งระดับพื้นดิน แล้วก็ไปแกว่งอีกทีบนดาดฟ้า

ความสูงของตึกจะหาได้จาก ความแตกต่างของคาบการแกว่ง

เนื่องจากความแตกต่างของแรงดึงดูดจากจุดศูนย์กลางของมวล

คำนวณจาก T = 2 พาย กำลัง 2 รากที่ 2 ของ l/g

ถ้าตึกมีบันไดหนีไฟก็ง่ายๆ

ก็เดินขึ้นไปเอาบารอมิเตอร์ทาบแล้วก็ทำเครื่องหมายไปเรื่อยๆ

จนถึงยอดตึกนับไว้คูณด้วยความสูงของบารอมิเตอร์ก็ได้ความสูงตึก

แต่ถ้าคุณเป็นคนที่น่าเบื่อและยึดถือตามแบบแผนจำเจซ้ำซาก

คุณก็เอาบารอมิเตอร์วัดความดันอากาศที่พื้นและที่ยอดตึก

คำนวณความแตกต่างของความดันก็จะได้ความสูง

ส่วนวิธีสุดท้ายง่ายและตรงไปตรงมาก็คือ ไปเคาะประตูห้องภารโรง

แล้วบอกว่า อยากได้บารอมิเตอร์สวยๆ ใหม่เอี่ยมสักอันไหม

ช่วยบอกความสูงของตึกให้ผมทีแล้วผมจะยกให้

นักศึกษาคนนั้นคือ นีล โบร์

ผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีค.ศ.1922

จากคอลัมน์ คุยกับประภาส

โดย ประภาส ชลศรานนท์

 

October 22

ความสุขจากการให้

ชายหนุ่มคนหนึ่งมีชีวิตที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ
หน้าตาหล่อเหลา มีการศึกษาสูง

มีงานการที่มั่นคง มีความก้าวหน้าในอนาคต

มีคนรักใคร่รอบข้าง เรียกว่าใครเห็นใครรู้เป็นต้องอิจฉา


วันหนึ่งชีวิตที่สมบูรณ์แบบของชายคนนี้ยิ่งสุดยอด

สมบูรณ์แบบมากขึ้น เมื่อพี่ของเขายอมควักเงินก้อนโต

ซื้อรถสปอร์ตคนงามเป็นของขวัญให้กับน้องชาย


ไม่ต้องบอกว่าเจ้าตัวจะยินดีปรีดาแค่ไหน

เพราะรถสปอร์ตสุดหรูคันนี้ ชายหนุ่มนายนี้ฝันอยากได้

เป็นเจ้าของมาตลอดชีวิต


เมื่อความฝันเป็นจริง

สิ่งที่ชายหนุ่มคิดทำอย่างแรกคือ ขับเจ้ารถสปอร์ตตระเวน

ไปตามที่ต่างๆให้สมอยาก

ใจหนึ่งต้องการทดสอบแรงม้าที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องเครื่อง

ว่าจะมีเรี่ยวแรงเต็มกำลังแค่ไหน อีกใจก็แน่นอนว่า

ใครที่มีรถสวยแรงขนาดนี้ คงไม่บ้าเก็บเอาไว้ดูตามลำพัง

ที่โรงรถในบ้าน


ขับโฉบเฉี่ยวไปมาสักพัก ก็ถึงเวลาพักทั้งเครื่องและคน

ชายหนุ่มจัดแจงจอดรถข้างถนน ระหว่างกำลังพักผ่อนอิริยาบถ

เขาเห็นเด็กคนหนึ่งเดินลูบๆคลำๆรอบรถคันงาม

ด้วยกิริยาท่าทีชื่นชอบรถสปอร์ตอย่างเห็นได้ชัด


ชายหนุ่มรู้สึกภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของ

สิ่งที่หลายต่อหลายคนใฝ่ฝัน เขาเดินยืดอกมาที่รถ

พร้อมพูดจาทักทายเด็กคนนั้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

ดั่งขุนศึกผู้ชนะสงคราม


"
ระวังหน่อยน้อง เดี๋ยวเป็นรอย" เขาบอก

เด็กคนนั้นมองไปยังชายหนุ่มเจ้าของเสียง

ก่อนจะพูดตอบ "รถของพี่เหรอ สุดยอดจริงๆ"


"
แน่นอน" เขาตอบ

"
พี่ซื้อมาราคาเท่าไหร่" เด็กคนเดิมถาม

"
คนอื่นอาจต้องควักสตางค์ซื้อเอง

แต่พี่ไม่ต้อง เพราะพี่ชายพี่ซื้อให้เป็นของขวัญ"

"
โอ้โห! ดีจัง ผมอยาก...."


เด็กคนเดิมพูดตะกุกตะกักชะงักในตอนท้าย

ชายหนุ่มคิดในใจว่า เด็กคนนี้คงไม่กล้าพูดต่อ

เพราะที่เด็กอยากจะพูดแต่ยั้งปากยั้งคำไว้นั้น
คงต้องการบอกว่าอิจฉาตัวเขาเอง

อยากจะเป็นอย่างเขาบ้าง


...
มีพี่ที่แสนดีซื้อรถสุดหรูให้เป็นของขวัญ...

แต่สิ่งที่ชายหนุ่มคิดกลับผิดถนัด


"
โอ้โห ดีจัง ผมอยาก....เป็นอย่างพี่ชายของพี่จัง"

เด็กคนนั้นพูด "ผมจะได้ซื้อรถให้น้องชายผมนั่งบ้าง"

ชายหนุ่มถึงกับอึ้ง ในสังคมทุกวันนี้

ที่ใครๆตั้งหน้าตั้งตาแต่จะรับ หรือบางคนไม่ยอมรอ

ใช้กำลังความได้เปรียบแย่งชิงของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง

แต่เด็กคนนี้กลับคิดสวนทางใครๆ

...
เขาอยากเป็นผู้ให้ มากกว่าเป็นผู้รับ...


....
ชายหนุ่มมองเด็กด้วยความรู้สึกทึ่งและพูดออกมาทันทีว่า


"
อยากนั่งรถเล่นกับฉันไหม"

"
ครับ อยากมากเลย"


หลังจากขับรถเล่นอยู่พักหนึ่ง

เด็กชายหันมาพูดด้วยดวงตาวาวแวว


"
คุณจะกรุณาขับรถไปหน้าบ้านผมได้ไหมครับ"

ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ

เขาคิดว่าเขารู้ดีว่าเด็กหนุ่มต้องการอะไร

เขาคงต้องการให้เพื่อนบ้านเห็นว่าเขาได้นั่งรถคันโตกลับบ้าน

แต่ชายหนุ่มคิดผิดอีกแล้ว


"
คุณจอดตรงบันไดนั่นล่ะครับ" เขาวิ่งขึ้นบันได

จากนั้นสักครู่จึงกลับมาแต่เขาไม่ได้วิ่ง

เขาอุ้มน้องตัวเล็กๆที่ขาพิการมาด้วย

และวางน้องลงที่บันไดล่าง กอดไว้และชี้ไปที่รถ


"
นั่นไง บัดดี้ รถคันที่พี่เล่าให้ฟัง

พี่ชายของเขาซื้อให้เป็นของขวัญ

เขาไม่ต้องเสียตังค์เลย สักวันหนึ่งพี่จะซื้อให้น้องบ้าง

น้องจะได้ดูของสวยๆงามๆด้วยตาของน้องเองเหมือนที่พี่เคยเล่าให้ฟัง"


ชายหนุ่มลงจากรถ แล้วอุ้มเด็กน้อยขึ้นรถ

พี่ชายปีนตามขึ้นมานั่งใกล้และแล้วทั้งสามก็เริ่มออกเดินทาง


ชายหนุ่มรู้แล้วว่า "ความสุขจากการให้" หมายถึงอะไร

 

ขออภัย เป็นเมล์ที่ส่งต่อกันมา ไม่สามารถบอกผู้เขียนได้

อย่างไรก็ตาม ครูแดง ขอขอบพระคุณไว้ ณ โอกาสนี้

 

 

 

June 28

มหาเศรษฐีผู้ยากจน

อภิมหาเศรษฐีเกือบจะชราผู้หนึ่งสุดแสนจะภูมิใจ
ที่ลูกชายวัยห้าขวบของเขากำลังจะได้เข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดัง
ซึ่งระดับเศรษฐีอย่างพวกเขาเท่านั้น
จึงจะมีปัญญาส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนี้ได้
โดยส่วนตัวของเขาเองก็อยากจะสอนให้ลูกชายรู้จักกับชีวิตจริงในโลก
ควบคู่ไปกับการสอนทฤษฏีในโรงเรียน

ในวันหยุดเขาจะตระเวนพาลูกชายคนเดียวไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ
แล้ววันหนึ่งเขาก็คิดถึงหัวข้อการสอนเรื่องความยากจน
เพราะเขามีความเชื่อว่าลูกชายของเขาคงไม่มีวันรู้จักแน่นอน
เขาจึงพอลูกชายไปเยี่ยมครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่ง
และพักอยู่กับชาวนาเป็นเวลา 1 วัน 1 คืน

เมื่อกลับถึงคฤหาสน์ของเขาในวันต่อมามหาเศรษฐีก็จะทดสอบว่า
ลูกชายได้อะไรบ้าง จากการไปพักแรมกับชาวนาผู้ยากจน
ลูกชายตอบคำถามผู้เป็นบิดาว่าเขาขอขอบคุณเป็นอย่างมาก
ที่ได้พาเขาไปพบกับชาวนาและพักแรมที่นั่นซึ่งทำให้เขาได้พบว่า
......ชาวนามีที่ทำงานเป็นท้องนาที่กว้างใหญ่
ในขณะที่พ่อมีเพียงห้องสี่เหลี่ยมที่ว่ากว้าง
แต่ก็ยังน้อยกว่าห้องทำงานของชาวนา

.......อาหารที่ชาวนารับประทาน
สามารถหาได้ตลอดเวลารอบๆ บริเวณบ้านโดยไม่ต้องซื้อหา
ในขณะที่บ้านของเรามีตู้เย็นเท่านั้นที่เป็นที่เก็บอาหาร

.......เวลารับประทานอาหาร
ก็มีเพื่อนคุยอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก
ในขณะที่ตัวเองก็ต้องนั่งทานอาหารกับโต๊ะอาหาร
ที่ยาวเกือบสิบเมตรและมีเก้าอี้ว่างเปล่าทั้งสองด้าน

......ลูกชาวนาที่ซ้อนท้ายจักรยานของพ่อเขา
ต้องกอดเอวพ่อให้แน่นเพื่อจะได้ไม่ตกจากจักรยาน
แต่เขาเองต้องนั่งในรถที่ใหญ่โตอยู่ข้างหลังเพียงลำพัง
โดยมีคนขับรถพาไปทุกที่

.........ชาวนามีแสงดาวแสงจันทร์
เป็นโคมไฟส่องสว่างตลอดเวลาในเวลากลางคืนโดยไม่ขาดแคลน
แต่เขาก็มีเพียงแสงจากโคมไฟที่ต้องซื้อด้วยเงิน

.......ชาวนามีรั้วบ้านเป็นแม่น้ำ ภูเขาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา
แต่เขาเองกลับมีเพียงแค่กำแพงบล๊อคในพื้นที่ไม่กี่ไร่

.........ลูกชาวนาได้มีเพื่อนเล่นเป็นจิ้งหรีด
หิ่งห้อยนับร้อยนับพัน
แต่เขาเองกลับไม่มีใครเลย
เขาขอบคุณพ่ออีกครั้งที่ทำให้เขารู้คำตอบว่า..จริง ๆแล้ว
.......เรายากจนกว่าชาวนามาก
April 17

มาช่วยกันลดโลกร้อนกันเถอะ

            หากมองย้อนหลังไปในอดีต..สงสัยจะเริ่มแก่แล้วซิ...เรายังไม่มีพลาสติกใช้กัน  สิ่งที่เราใช้ในการห่อก็คือใบตอง คิดถึงตอนเด็ก ๆ ที่ขนมครกร้อน ๆ ถูกแคะแล้ววางบนใบตอง เสียงดัง ฉี่...ฉี่.... พร้อมทั้งส่งกลิ่นหอมชวนกิน หรือจะเป็นก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ที่ผัดใหม่ ๆ กำลังร้อน ๆ ตักลงจากกระทะ แล้ววางบนใบตองที่เจียนไว้อย่างดี ซ้อนกัน 2 ชั้น เพื่อที่จะได้ใส่พริกไว้ข้างล่างเผื่อใครอยากจะกินรสเผ็ดมาก เผ็ดน้อย จะได้เติมได้ตามใจชอบ  แล้วเดี๋ยวนี้เป็นไง ถุงพลาสติกกับโฟมใช้กันทั่วประเทศไทย ที่ไหนไม่มีใช้ ที่นั่นเชยระเบิด ขนมครกร้อน ๆ หรืออาหารที่เพิ่งสุกใหม่ ๆ วางลงบนโฟม คุณครับ ไม่อยากคิด ว่าอนาคตข้างหน้าจะตายด้วยโรคอะไรก่อนดี

            ไปซื้อกับข้าวที่ตลาด อะไรกันเนี่ยะ แกงจืด 10 บาท ใส่ถุงร้อน 1 ถุง แถมด้วยถุงหูหิ้วอีก 1 ถุง  ซื้อส้มอีก 1 กิโล ใส่ถุงพลาสติกให้ 2 ชั้น กันขาด  ขนมหวาน 1 กล่อง 10 บาท แถมกล่องโฟมบรรจุสวยหรู 1 กล่องยังไม่พอ แถงถุงหิ้วอีก 1 ถุง...แถมใส่ไปบ่นไป ...คุณขา ค่าถุงพลาสติกเนี่ยะนะ วันหนึ่ง ๆ ก็ปาเข้าไปเกือบ 10 บาท ขายแล้วแทบไม่มีกำไรเลย ว่าแล้วก็แถมถุงซ้อนทับเข้าไปอีก 1 ชั้น  โอ๊ย...ไปตลาด 1 วัน กลับมาถึงบ้าน ได้ขยะพลาสติกเพิ่มมาเกือบกิโล

            เสาร์อาทิตย์ แวะไปซื้อของที่ศูนย์การค้าดีกว่า  เย็นดีกว่าตลาดสดบ้านเรา โลตัส หรือ บิ๊กซี ดีล่ะ ช่างมันเถอะ ไม่ต้องคิดมาก ไหน ๆ ก็มาแล้ว แวะมันทั้ง 2 ห้างนั่นแหละ เผื่อว่าจะมีอะไรราคาถูก ๆ ในรอบโปรโมชั่นให้ซื้อกันบ้าง...ทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ก็ซื้อไว้ก่อน   เถอะน่า เผื่อว่าสักวันมันอาจจะจำเป็นต้องใช้ก็ได้...ว่าแล้วก็ช่วยกันหยิบของใส่รถเข็นจนเต็ม...เอ้อ..ไม่เป็นไร นาน ๆ มาที ซื้อไปเถอะ...พนักงานน่ารักมาก ๆ  ถุงพลาสติกไม่ใช่ของเรา เดี๋ยวลูกค้าจะหาว่าเราหวง 2 3 ชิ้น ต่อ 1 ถุง ลูกค้าจะได้หิ้วสะดวก อย่าไปทำแบบบางห้าง  ที่ไม่ยอมใส่ถุงพลาสติกให้ลูกค้า ...ห้างอะไรนะ... พอกลับมาถึงบ้าน ขนของลงจากรถ โอ้โฮ...รถเราที่จุของได้มากจริง ๆ ไม่รู้ยัดเข้ามาได้อย่างไร ค่อย ๆ บรรจงเอาของออกจากถุงพลาสติก จัดเรียงไว้เตรียมใช้ในอนาคต ...เออ...ได้ถุงพลาสติกใบใหญ่ ๆ ไว้อีกเป็นกิโล...

            เราทำลายพลาสติกกับโฟมกันอย่างไร เผา ฝัง หรือทำอย่างไรกันครับ ลดปริมาณลงได้ไหมครับ หรือว่าช่างมันไม่ใช่บ้านเรา ทำให้ในบ้านเราไม่มีก่อนเป็นใช้ได้ เผา ๆ ทิ้ง ๆ ไปเดี๋ยวก็หายไปเอง หรืออย่างไร เรามีส่วนทำให้โลกนี้ร้อนได้อย่างไร

         ผมมีคำตอบหนึ่งมาเสนอในวันนี้คือ ถุงผ้า.....ผมชอบมากๆ เพราะว่าน่าใช้ ใส่หนังสือก็ได้ ใส่กับข้าวก็ได้ ใส่ผัก ไก่ ข้าวห่อ ผลไม้ต่างๆ ไปซื้อของที่ตลาดสะดวกจริง ๆ  มีใครอายบ้างหากเปลี่ยนมาใช้ถุงผ้า หรือบอกแม่ค้าว่าไม่เอาถุงพลาสติก มีถุงผ้ามาแล้ว พนังงานขายเธอจะค้อนให้ไหมครับ หากค้อนวันหน้าเอาตาปูไปด้วยนะครับ อิอิ..
March 18

คุณภาพการศึกษาไทย

ปลาอะไรเอ่ย ตกใจ......เฉลย  ปลาดุก..อุ๊ย..  ออกเสียงเป็นตกใจนิด ๆ พอน่ารัก น่าเตะ  แต่สำรับข่าวที่ ครูแดง ทราบมา ตงไม่ใช่น่าตกใจเล็กน้อย ถึงปานกลาง  แต่น่าจะเป็น น่าตกใจมาก ถึง มากที่สุด เพราะผลจากการประเมินความรู้ของ องค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ(OECD)” ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิก 30 ประเทศ และประเทศที่เข้าร่วมโครงการ 27 ประเทศ ได้ทำการสำรวจความรู้และทักษะการเรียนของนักเรียนอายุ 15 ปี จาก 57 ประเทศเพื่อหาตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษา ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า ระบบการศึกษาของแต่ละประเทศได้เตรียมเยาวชนให้พร้อมสำหรับอนาคตหรือไม่เพียงใด ผลการประเมินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพการศึกษาของไทย ดังนี้

                1. นักเรียนไทยมีคะแนนการอ่านลดลง ทั้งที่มีการปฏิรูปการศึกษา  คะแนนค่าเฉลี่ยการอ่าน อยู่ในอันดับที่ 41 - 42 จาก 57 ประเทศ และมีค่าคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าคะแนนค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD

                นักเรียนไทยจำนวน 37 % มีความสามารถในการอ่านต่ำมาก ส่งผลให้การเรียนวิชาอื่น ๆ ต่ำไปด้วย

                2. นักเรียนไทยมีความรู้คณิตศาสตร์อยู่ในเกณฑ์ต่ำ คะแนนค่าเฉลี่ยอยู่ในอันดับที่ 43 - 47 จาก 57 ประเทศ นักเรียนจากกลุ่มโรงเรียนสาธิตกลุ่มเดียวที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าคะแนนค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD

                3. นักเรียนไทยมีสมรรถนะการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ต่ำ คะแนนค่าเฉลี่ยการอ่าน อยู่ในอันดับที่ 44 - 47 จาก 57 ประเทศ และเมื่อวิเคราะห์ระดับการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยแบ่งเป็น 6 ระดับ โดยถือว่าระดับ 1 ต่ำที่สุด และ ระดับ 6 สูงสุด พบว่า นักเรียนไทยที่มีความรู้ในระดับสูง(ระดับ 5 - 6) มีจำนวนไม่ถึง หนึ่งในร้อย (คงเป็นนักเรียนที่ได้เหรียญทองโอลิมปิควิชาการนั่นเอง)  และนักเรียนจำนวนถึง 47%  ที่มีความรู้วิทยาศาสตร์เพียงระดับพื้นฐาน (ระดับ 1 - 2)

                จาการสำรวจของ OECD พบประเด็นที่น่าสนใจคือ นักเรียนส่วนใหญ่ตระหนักถึงเรื่องราวของสิ่งแวดล้อม เช่น การทำลายป่า ก๊าซเรือนกระจก แต่นักเรียนส่วนใหญ่คิดว่าปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถจัดการได้ แต่ก็ยังน่าดีใจที่จาการสำรวจพบว่านักเรียนที่มีคะแนนวิทยาศาสตร์สูงตระหนักถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมมากกว่ากลุ่มนักเรียนที่มีคะแนนวิทยาศาสตร์ต่ำ

                ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เรา(ครูภาษาไทย ครูวิทยาศาสตร์ และครูคณิตศาสตร์) จะมาร่วมมือช่วยกันวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อยกระดับความรู้ของเด็กไทย เพื่อไม่ให้เด็กไทยของเรา ต้องถอยหลังไปจนถึงอันดับที่ 57 หรือ ต้องรอให้ ลาว พม่า เขมร ก้าวล้ำไปข้าหน้าเราเสียก่อน ค่อยมาหาทางแก้ปัญหากัน
ข้อมูลบางส่วนจาก การศึกษาต้องมาก่อน  โดย พีระ พนาสุภน บริษัท สำนักพิมพ์แม็ค จำกัด
 

Windows Media Player

ทิ้งข้อควมไว้เป็นกำลังใจกันบ้างนะครับ
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.

คิดถึงครูจังเลยค่ะ

สบายดีมั้ยคะเนี่ย

รักษาสุขภาพด้วยนะคะ

ว่างๆก็โทรมาเยี่ยมเยียนกันก็ได้นะคะ

หนูจะพยายามหาคลื่นค่ะ

อิอิ..

Apr. 19
เห็นรูปก็คิดถึงคุณครูที่โรงเรียนจัง...
 
ช่วงนี้สอบอย่างรุนแรงเลยครับ  สอบเสร็จแล้วว่าจะเข้าไปโรงเรียนซะหน่อย
 
รักษาสุขภาพด้วยนะครับครู...
Dec. 5
[[[[[[guitar_left]]]]]] wrote:
สวัสดีครับครูครับ
 
สบายดีรึปล่าวครับ  ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นครูออนเอ็มเลยนะครับเนี่ย
 
งานยุ่งหรอครับ
June 30
ไม่ค่อยเห็นออน MSN เลยอะครับ
May 14
สวัสดีครับท่าน...ทำเสปชสวยดี...ดีใจเป็นอย่างย่งที่ได้รู้จักครู ที่นำ it มาใช้
Mar. 11