จิรวัฒน์'s profileครูแดงดอทคอมPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
ครูแดงดอทคอมอยากทำอะไรที่ไม่ต้องมีกฎเกณฑ์มาคอยบังคับ เพื่อเปิดเผยตัวจริงให้ทุกคนได้รู้ April 28 โจทย์ข้อหนึ่งของวิชาฟิสิกส์โจทย์ข้อหนึ่งในข้อสอบวิชาฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนมีดังนี้ จงอธิบายว่าท่านจะใช้บารอมิเตอร์วัดความสูงของตึกระฟ้าได้อย่างไร
รู้จักกันนะครับ บาร์รอมิเตอร์นี่ก็คือเครื่องมือวัดความกดอากาศนั่นเอง (อธิบายเพิ่มเติมก็คงต้องบอกว่า อากาศนั้นมันมีน้ำหนักหรือมีแรงกดนั่น และแรงกดของอากาศนั้นเมื่ออยู่ในระดับความสูงที่เปลี่ยนไป ความกดอากาศก็เปลี่ยนไปด้วย) นักศึกษาคนหนึ่งเขียนคำตอบลงไปว่า "เอาเชือกยาวๆ ผูกกับบารอมิเตอร์แล้วหย่อนลงมาจากยอดตึก แล้วก็เอาความยาวเชือกบวกความสูงบารอมิเตอร์ก็จะได้ความสูงของตึก"
ฟังดูเป็นอย่างไรครับคำตอบนี้ ผมฟังครั้งแรกผมยังอมยิ้มเลยครับ แต่อาจารย์ที่ตรวจข้อสอบไม่นึกขันอย่างผมด้วย อาจารย์ตัดสินให้นักศึกษาคนนั้นสอบตก นักศึกษาผู้นั้นยืนยันต่ออาจารย์ที่ปรึกษาว่า คำตอบของเขาควรจะถูกต้องอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง และคำตอบของเขาก็สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ ทางมหาวิทยาลัยจึงตั้งกรรมการชุดหนึ่งมาตัดสินเรื่องนี้ และในที่สุดคณะกรรมการก็มีความเห็นตรงกันว่า คำตอบนั้นถูกต้องอย่างแน่นอน แต่เป็นคำตอบที่ไม่แสดงถึงความรู้ความสามารถทางฟิสิกส์ ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทางคณะกรรมการจึงให้เรียกนักศึกษาคนนั้นมา แล้วให้สอบข้อสอบข้อนั้นอีกครั้งหนึ่งต่อหน้า โดยให้เวลาเพียง 6 นาที เท่ากับเวลาในการสอบข้อสอบเดิม เพื่อหาคำตอบที่แสดงให้เห็นถึงความรู้ทางด้านฟิสิกส์ หลังจากผ่านไป 3 นาที นักศึกษาคนนั้นก็ยังนั่งนิ่งอยู่ กรรมการจึงเตือนว่า เวลาผ่านไปครึ่งหนึ่งแล้วจะไม่ตอบหรืออย่างไร
นักศึกษาหัวรั้นจึงตอบว่า เขามีคำตอบมากมายที่เกี่ยวกับฟิสิกส์ แต่ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้คำตอบไหนดี และเมื่อได้รับคำเตือนอีกครั้ง นักศึกษาจึงเขียนคำตอบลงไปดังนี้ ให้เอาบารอมิเตอร์ขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกและทิ้งลงมา จับเวลาจนถึงพื้น ความสูงของตึกหาได้จากสูตร H=0.5g*t กำลัง 2 หรือถ้าแดดแรงพอ ให้วัดความสูงบารอมิเตอร์แล้วก็วางบารอมิเตอร์ให้ตั้งฉากพื้น แล้ววัดความยาวของเงาบารอมอเตอร์ จากนั้นก็วัดความยาวของเงาตึก แล้วคิดด้วยตรีโกณมิติก็จะได้ความสูงของตึกโดยไม่ต้องขึ้นไปบนตึกด้วยซ้ำ หรือถ้าเกิดอยากใช้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์มากกว่านี้ ก็เอาเชือกเส้นสั้นๆ มาผูกกะบารอมิเตอร์แล้วแกว่งเหมือนลูกตุ้ม ตอนแรกก็แกว่งระดับพื้นดิน แล้วก็ไปแกว่งอีกทีบนดาดฟ้า ความสูงของตึกจะหาได้จาก ความแตกต่างของคาบการแกว่ง เนื่องจากความแตกต่างของแรงดึงดูดจากจุดศูนย์กลางของมวล คำนวณจาก T = 2 พาย กำลัง 2 รากที่ 2 ของ l/g ถ้าตึกมีบันไดหนีไฟก็ง่ายๆ ก็เดินขึ้นไปเอาบารอมิเตอร์ทาบแล้วก็ทำเครื่องหมายไปเรื่อยๆ จนถึงยอดตึกนับไว้คูณด้วยความสูงของบารอมิเตอร์ก็ได้ความสูงตึก แต่ถ้าคุณเป็นคนที่น่าเบื่อและยึดถือตามแบบแผนจำเจซ้ำซาก คุณก็เอาบารอมิเตอร์วัดความดันอากาศที่พื้นและที่ยอดตึก คำนวณความแตกต่างของความดันก็จะได้ความสูง ส่วนวิธีสุดท้ายง่ายและตรงไปตรงมาก็คือ ไปเคาะประตูห้องภารโรง แล้วบอกว่า อยากได้บารอมิเตอร์สวยๆ ใหม่เอี่ยมสักอันไหม ช่วยบอกความสูงของตึกให้ผมทีแล้วผมจะยกให้ นักศึกษาคนนั้นคือ นีล โบร์ ผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีค.ศ.1922 จากคอลัมน์ คุยกับประภาส โดย ประภาส ชลศรานนท์
October 22 ความสุขจากการให้ชายหนุ่มคนหนึ่งมีชีวิตที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ
ขออภัย เป็นเมล์ที่ส่งต่อกันมา ไม่สามารถบอกผู้เขียนได้
อย่างไรก็ตาม “ครูแดง” ขอขอบพระคุณไว้ ณ โอกาสนี้
June 28 มหาเศรษฐีผู้ยากจนอภิมหาเศรษฐีเกือบจะชราผู้หนึ่งสุดแสนจะภูมิใจ ที่ลูกชายวัยห้าขวบของเขากำลังจะได้เข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดัง ซึ่งระดับเศรษฐีอย่างพวกเขาเท่านั้น จึงจะมีปัญญาส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนี้ได้ โดยส่วนตัวของเขาเองก็อยากจะสอนให้ลูกชายรู้จักกับชีวิตจริงในโลก ควบคู่ไปกับการสอนทฤษฏีในโรงเรียน ในวันหยุดเขาจะตระเวนพาลูกชายคนเดียวไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ แล้ววันหนึ่งเขาก็คิดถึงหัวข้อการสอนเรื่องความยากจน เพราะเขามีความเชื่อว่าลูกชายของเขาคงไม่มีวันรู้จักแน่นอน เขาจึงพอลูกชายไปเยี่ยมครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่ง และพักอยู่กับชาวนาเป็นเวลา 1 วัน 1 คืน เมื่อกลับถึงคฤหาสน์ของเขาในวันต่อมามหาเศรษฐีก็จะทดสอบว่า ลูกชายได้อะไรบ้าง จากการไปพักแรมกับชาวนาผู้ยากจน ลูกชายตอบคำถามผู้เป็นบิดาว่าเขาขอขอบคุณเป็นอย่างมาก ที่ได้พาเขาไปพบกับชาวนาและพักแรมที่นั่นซึ่งทำให้เขาได้พบว่า ......ชาวนามีที่ทำงานเป็นท้องนาที่กว้างใหญ่ ในขณะที่พ่อมีเพียงห้องสี่เหลี่ยมที่ว่ากว้าง แต่ก็ยังน้อยกว่าห้องทำงานของชาวนา .......อาหารที่ชาวนารับประทาน สามารถหาได้ตลอดเวลารอบๆ บริเวณบ้านโดยไม่ต้องซื้อหา ในขณะที่บ้านของเรามีตู้เย็นเท่านั้นที่เป็นที่เก็บอาหาร .......เวลารับประทานอาหาร ก็มีเพื่อนคุยอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก ในขณะที่ตัวเองก็ต้องนั่งทานอาหารกับโต๊ะอาหาร ที่ยาวเกือบสิบเมตรและมีเก้าอี้ว่างเปล่าทั้งสองด้าน ......ลูกชาวนาที่ซ้อนท้ายจักรยานของพ่อเขา ต้องกอดเอวพ่อให้แน่นเพื่อจะได้ไม่ตกจากจักรยาน แต่เขาเองต้องนั่งในรถที่ใหญ่โตอยู่ข้างหลังเพียงลำพัง โดยมีคนขับรถพาไปทุกที่ .........ชาวนามีแสงดาวแสงจันทร์ เป็นโคมไฟส่องสว่างตลอดเวลาในเวลากลางคืนโดยไม่ขาดแคลน แต่เขาก็มีเพียงแสงจากโคมไฟที่ต้องซื้อด้วยเงิน .......ชาวนามีรั้วบ้านเป็นแม่น้ำ ภูเขาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา แต่เขาเองกลับมีเพียงแค่กำแพงบล๊อคในพื้นที่ไม่กี่ไร่ .........ลูกชาวนาได้มีเพื่อนเล่นเป็นจิ้งหรีด หิ่งห้อยนับร้อยนับพัน แต่เขาเองกลับไม่มีใครเลย เขาขอบคุณพ่ออีกครั้งที่ทำให้เขารู้คำตอบว่า..จริง ๆแล้ว .......เรายากจนกว่าชาวนามาก April 17 มาช่วยกันลดโลกร้อนกันเถอะหากมองย้อนหลังไปในอดีต..สงสัยจะเริ่มแก่แล้วซิ...เรายังไม่มีพลาสติกใช้กัน สิ่งที่เราใช้ในการห่อก็คือใบตอง คิดถึงตอนเด็ก ๆ ที่ขนมครกร้อน ๆ ถูกแคะแล้ววางบนใบตอง เสียงดัง ฉี่...ฉี่.... พร้อมทั้งส่งกลิ่นหอมชวนกิน หรือจะเป็นก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ที่ผัดใหม่ ๆ กำลังร้อน ๆ ตักลงจากกระทะ แล้ววางบนใบตองที่เจียนไว้อย่างดี ซ้อนกัน 2 ชั้น เพื่อที่จะได้ใส่พริกไว้ข้างล่างเผื่อใครอยากจะกินรสเผ็ดมาก เผ็ดน้อย จะได้เติมได้ตามใจชอบ แล้วเดี๋ยวนี้เป็นไง ถุงพลาสติกกับโฟมใช้กันทั่วประเทศไทย ที่ไหนไม่มีใช้ ที่นั่นเชยระเบิด ขนมครกร้อน ๆ หรืออาหารที่เพิ่งสุกใหม่ ๆ วางลงบนโฟม คุณครับ ไม่อยากคิด ว่าอนาคตข้างหน้าจะตายด้วยโรคอะไรก่อนดีไปซื้อกับข้าวที่ตลาด อะไรกันเนี่ยะ แกงจืด 10 บาท ใส่ถุงร้อน 1 ถุง แถมด้วยถุงหูหิ้วอีก 1 ถุง ซื้อส้มอีก 1 กิโล ใส่ถุงพลาสติกให้ 2 ชั้น กันขาด ขนมหวาน 1 กล่อง 10 บาท แถมกล่องโฟมบรรจุสวยหรู 1 กล่องยังไม่พอ แถงถุงหิ้วอีก 1 ถุง...แถมใส่ไปบ่นไป ...คุณขา ค่าถุงพลาสติกเนี่ยะนะ วันหนึ่ง ๆ ก็ปาเข้าไปเกือบ 10 บาท ขายแล้วแทบไม่มีกำไรเลย ว่าแล้วก็แถมถุงซ้อนทับเข้าไปอีก 1 ชั้น โอ๊ย...ไปตลาด 1 วัน กลับมาถึงบ้าน ได้ขยะพลาสติกเพิ่มมาเกือบกิโลเสาร์อาทิตย์ แวะไปซื้อของที่ศูนย์การค้าดีกว่า เย็นดีกว่าตลาดสดบ้านเรา โลตัส หรือ บิ๊กซี ดีล่ะ ช่างมันเถอะ ไม่ต้องคิดมาก ไหน ๆ ก็มาแล้ว แวะมันทั้ง 2 ห้างนั่นแหละ เผื่อว่าจะมีอะไรราคาถูก ๆ ในรอบโปรโมชั่นให้ซื้อกันบ้าง...ทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ก็ซื้อไว้ก่อน เถอะน่า เผื่อว่าสักวันมันอาจจะจำเป็นต้องใช้ก็ได้...ว่าแล้วก็ช่วยกันหยิบของใส่รถเข็นจนเต็ม...เอ้อ..ไม่เป็นไร นาน ๆ มาที ซื้อไปเถอะ...พนักงานน่ารักมาก ๆ ถุงพลาสติกไม่ใช่ของเรา เดี๋ยวลูกค้าจะหาว่าเราหวง 2 – 3 ชิ้น ต่อ 1 ถุง ลูกค้าจะได้หิ้วสะดวก อย่าไปทำแบบบางห้าง ที่ไม่ยอมใส่ถุงพลาสติกให้ลูกค้า ...ห้างอะไรนะ... พอกลับมาถึงบ้าน ขนของลงจากรถ โอ้โฮ...รถเราที่จุของได้มากจริง ๆ ไม่รู้ยัดเข้ามาได้อย่างไร ค่อย ๆ บรรจงเอาของออกจากถุงพลาสติก จัดเรียงไว้เตรียมใช้ในอนาคต ...เออ...ได้ถุงพลาสติกใบใหญ่ ๆ ไว้อีกเป็นกิโล...เราทำลายพลาสติกกับโฟมกันอย่างไร เผา ฝัง หรือทำอย่างไรกันครับ ลดปริมาณลงได้ไหมครับ หรือว่าช่างมันไม่ใช่บ้านเรา ทำให้ในบ้านเราไม่มีก่อนเป็นใช้ได้ เผา ๆ ทิ้ง ๆ ไปเดี๋ยวก็หายไปเอง หรืออย่างไร เรามีส่วนทำให้โลกนี้ร้อนได้อย่างไรผมมีคำตอบหนึ่งมาเสนอในวันนี้คือ ถุงผ้า.....ผมชอบมากๆ เพราะว่าน่าใช้ ใส่หนังสือก็ได้ ใส่กับข้าวก็ได้ ใส่ผัก ไก่ ข้าวห่อ ผลไม้ต่างๆ ไปซื้อของที่ตลาดสะดวกจริง ๆ มีใครอายบ้างหากเปลี่ยนมาใช้ถุงผ้า หรือบอกแม่ค้าว่าไม่เอาถุงพลาสติก มีถุงผ้ามาแล้ว พนังงานขายเธอจะค้อนให้ไหมครับ หากค้อนวันหน้าเอาตาปูไปด้วยนะครับ อิอิ..March 18 คุณภาพการศึกษาไทยปลาอะไรเอ่ย ตกใจ......เฉลย ปลาดุก..อุ๊ย.. ออกเสียงเป็นตกใจนิด ๆ พอน่ารัก น่าเตะ แต่สำรับข่าวที่ “ครูแดง” ทราบมา ตงไม่ใช่น่าตกใจเล็กน้อย ถึงปานกลาง แต่น่าจะเป็น น่าตกใจมาก ถึง มากที่สุด เพราะผลจากการประเมินความรู้ของ “องค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ(OECD)” ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิก 30 ประเทศ และประเทศที่เข้าร่วมโครงการ 27 ประเทศ ได้ทำการสำรวจความรู้และทักษะการเรียนของนักเรียนอายุ 15 ปี จาก 57 ประเทศเพื่อหาตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษา ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า ระบบการศึกษาของแต่ละประเทศได้เตรียมเยาวชนให้พร้อมสำหรับอนาคตหรือไม่เพียงใด ผลการประเมินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพการศึกษาของไทย ดังนี้ 1. นักเรียนไทยมีคะแนนการอ่านลดลง ทั้งที่มีการปฏิรูปการศึกษา คะแนนค่าเฉลี่ยการอ่าน อยู่ในอันดับที่ 41 - 42 จาก 57 ประเทศ และมีค่าคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าคะแนนค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD นักเรียนไทยจำนวน 37 % มีความสามารถในการอ่านต่ำมาก ส่งผลให้การเรียนวิชาอื่น ๆ ต่ำไปด้วย 2. นักเรียนไทยมีความรู้คณิตศาสตร์อยู่ในเกณฑ์ต่ำ คะแนนค่าเฉลี่ยอยู่ในอันดับที่ 43 - 47 จาก 57 ประเทศ นักเรียนจากกลุ่มโรงเรียนสาธิตกลุ่มเดียวที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าคะแนนค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD 3. นักเรียนไทยมีสมรรถนะการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ต่ำ คะแนนค่าเฉลี่ยการอ่าน อยู่ในอันดับที่ 44 - 47 จาก 57 ประเทศ และเมื่อวิเคราะห์ระดับการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยแบ่งเป็น 6 ระดับ โดยถือว่าระดับ 1 ต่ำที่สุด และ ระดับ 6 สูงสุด พบว่า นักเรียนไทยที่มีความรู้ในระดับสูง(ระดับ 5 - 6) มีจำนวนไม่ถึง หนึ่งในร้อย (คงเป็นนักเรียนที่ได้เหรียญทองโอลิมปิควิชาการนั่นเอง) และนักเรียนจำนวนถึง 47% ที่มีความรู้วิทยาศาสตร์เพียงระดับพื้นฐาน (ระดับ 1 - 2) จาการสำรวจของ OECD พบประเด็นที่น่าสนใจคือ นักเรียนส่วนใหญ่ตระหนักถึงเรื่องราวของสิ่งแวดล้อม เช่น การทำลายป่า ก๊าซเรือนกระจก แต่นักเรียนส่วนใหญ่คิดว่าปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถจัดการได้ แต่ก็ยังน่าดีใจที่จาการสำรวจพบว่านักเรียนที่มีคะแนนวิทยาศาสตร์สูงตระหนักถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมมากกว่ากลุ่มนักเรียนที่มีคะแนนวิทยาศาสตร์ต่ำ ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เรา(ครูภาษาไทย ครูวิทยาศาสตร์ และครูคณิตศาสตร์) จะมาร่วมมือช่วยกันวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อยกระดับความรู้ของเด็กไทย เพื่อไม่ให้เด็กไทยของเรา ต้องถอยหลังไปจนถึงอันดับที่ 57 หรือ ต้องรอให้ ลาว พม่า เขมร ก้าวล้ำไปข้าหน้าเราเสียก่อน ค่อยมาหาทางแก้ปัญหากัน
ข้อมูลบางส่วนจาก “การศึกษาต้องมาก่อน” โดย พีระ พนาสุภน บริษัท สำนักพิมพ์แม็ค จำกัด |
ทิ้งข้อควมไว้เป็นกำลังใจกันบ้างนะครับ
หนุงหนิง น๊าจ๊าwrote:
คิดถึงครูจังเลยค่ะ สบายดีมั้ยคะเนี่ย รักษาสุขภาพด้วยนะคะ ว่างๆก็โทรมาเยี่ยมเยียนกันก็ได้นะคะ หนูจะพยายามหาคลื่นค่ะ อิอิ..
Apr. 19
guitar_leftwrote:
เห็นรูปก็คิดถึงคุณครูที่โรงเรียนจัง...
ช่วงนี้สอบอย่างรุนแรงเลยครับ สอบเสร็จแล้วว่าจะเข้าไปโรงเรียนซะหน่อย
รักษาสุขภาพด้วยนะครับครู...
Dec. 5
[[[[[[guitar_left]]]]]]
wrote:
สวัสดีครับครูครับ
สบายดีรึปล่าวครับ ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นครูออนเอ็มเลยนะครับเนี่ย
งานยุ่งหรอครับ
June 30
วิสิฐศักดิ์wrote:
ไม่ค่อยเห็นออน MSN เลยอะครับ
May 14
มหารัญจวน ลูกกอกwrote:
สวัสดีครับท่าน...ทำเสปชสวยดี...ดีใจเป็นอย่างย่งที่ได้รู้จักครู ที่นำ it มาใช้
Mar. 11
|
|||||||||||||||||
|
|