![]() |
|
Spaces home ครูแดงดอทคอมPhotosProfileFriendsMore ![]() | ![]() |
|
ครูแดงดอทคอมอยากทำอะไรที่ไม่ต้องมีกฎเกณฑ์มาคอยบังคับ เพื่อเปิดเผยตัวจริงให้ทุกคนได้รู้
June 28 มหาเศรษฐีผู้ยากจนอภิมหาเศรษฐีเกือบจะชราผู้หนึ่งสุดแสนจะภูมิใจ ที่ลูกชายวัยห้าขวบของเขากำลังจะได้เข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดัง ซึ่งระดับเศรษฐีอย่างพวกเขาเท่านั้น จึงจะมีปัญญาส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนี้ได้ โดยส่วนตัวของเขาเองก็อยากจะสอนให้ลูกชายรู้จักกับชีวิตจริงในโลก ควบคู่ไปกับการสอนทฤษฏีในโรงเรียน ในวันหยุดเขาจะตระเวนพาลูกชายคนเดียวไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ แล้ววันหนึ่งเขาก็คิดถึงหัวข้อการสอนเรื่องความยากจน เพราะเขามีความเชื่อว่าลูกชายของเขาคงไม่มีวันรู้จักแน่นอน เขาจึงพอลูกชายไปเยี่ยมครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่ง และพักอยู่กับชาวนาเป็นเวลา 1 วัน 1 คืน เมื่อกลับถึงคฤหาสน์ของเขาในวันต่อมามหาเศรษฐีก็จะทดสอบว่า ลูกชายได้อะไรบ้าง จากการไปพักแรมกับชาวนาผู้ยากจน ลูกชายตอบคำถามผู้เป็นบิดาว่าเขาขอขอบคุณเป็นอย่างมาก ที่ได้พาเขาไปพบกับชาวนาและพักแรมที่นั่นซึ่งทำให้เขาได้พบว่า ......ชาวนามีที่ทำงานเป็นท้องนาที่กว้างใหญ่ ในขณะที่พ่อมีเพียงห้องสี่เหลี่ยมที่ว่ากว้าง แต่ก็ยังน้อยกว่าห้องทำงานของชาวนา .......อาหารที่ชาวนารับประทาน สามารถหาได้ตลอดเวลารอบๆ บริเวณบ้านโดยไม่ต้องซื้อหา ในขณะที่บ้านของเรามีตู้เย็นเท่านั้นที่เป็นที่เก็บอาหาร .......เวลารับประทานอาหาร ก็มีเพื่อนคุยอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก ในขณะที่ตัวเองก็ต้องนั่งทานอาหารกับโต๊ะอาหาร ที่ยาวเกือบสิบเมตรและมีเก้าอี้ว่างเปล่าทั้งสองด้าน ......ลูกชาวนาที่ซ้อนท้ายจักรยานของพ่อเขา ต้องกอดเอวพ่อให้แน่นเพื่อจะได้ไม่ตกจากจักรยาน แต่เขาเองต้องนั่งในรถที่ใหญ่โตอยู่ข้างหลังเพียงลำพัง โดยมีคนขับรถพาไปทุกที่ .........ชาวนามีแสงดาวแสงจันทร์ เป็นโคมไฟส่องสว่างตลอดเวลาในเวลากลางคืนโดยไม่ขาดแคลน แต่เขาก็มีเพียงแสงจากโคมไฟที่ต้องซื้อด้วยเงิน .......ชาวนามีรั้วบ้านเป็นแม่น้ำ ภูเขาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา แต่เขาเองกลับมีเพียงแค่กำแพงบล๊อคในพื้นที่ไม่กี่ไร่ .........ลูกชาวนาได้มีเพื่อนเล่นเป็นจิ้งหรีด หิ่งห้อยนับร้อยนับพัน แต่เขาเองกลับไม่มีใครเลย เขาขอบคุณพ่ออีกครั้งที่ทำให้เขารู้คำตอบว่า..จริง ๆแล้ว .......เรายากจนกว่าชาวนามาก April 17 มาช่วยกันลดโลกร้อนกันเถอะหากมองย้อนหลังไปในอดีต..สงสัยจะเริ่มแก่แล้วซิ...เรายังไม่มีพลาสติกใช้กัน สิ่งที่เราใช้ในการห่อก็คือใบตอง คิดถึงตอนเด็ก ๆ ที่ขนมครกร้อน ๆ ถูกแคะแล้ววางบนใบตอง เสียงดัง ฉี่...ฉี่.... พร้อมทั้งส่งกลิ่นหอมชวนกิน หรือจะเป็นก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ที่ผัดใหม่ ๆ กำลังร้อน ๆ ตักลงจากกระทะ แล้ววางบนใบตองที่เจียนไว้อย่างดี ซ้อนกัน 2 ชั้น เพื่อที่จะได้ใส่พริกไว้ข้างล่างเผื่อใครอยากจะกินรสเผ็ดมาก เผ็ดน้อย จะได้เติมได้ตามใจชอบ แล้วเดี๋ยวนี้เป็นไง ถุงพลาสติกกับโฟมใช้กันทั่วประเทศไทย ที่ไหนไม่มีใช้ ที่นั่นเชยระเบิด ขนมครกร้อน ๆ หรืออาหารที่เพิ่งสุกใหม่ ๆ วางลงบนโฟม คุณครับ ไม่อยากคิด ว่าอนาคตข้างหน้าจะตายด้วยโรคอะไรก่อนดีไปซื้อกับข้าวที่ตลาด อะไรกันเนี่ยะ แกงจืด 10 บาท ใส่ถุงร้อน 1 ถุง แถมด้วยถุงหูหิ้วอีก 1 ถุง ซื้อส้มอีก 1 กิโล ใส่ถุงพลาสติกให้ 2 ชั้น กันขาด ขนมหวาน 1 กล่อง 10 บาท แถมกล่องโฟมบรรจุสวยหรู 1 กล่องยังไม่พอ แถงถุงหิ้วอีก 1 ถุง...แถมใส่ไปบ่นไป ...คุณขา ค่าถุงพลาสติกเนี่ยะนะ วันหนึ่ง ๆ ก็ปาเข้าไปเกือบ 10 บาท ขายแล้วแทบไม่มีกำไรเลย ว่าแล้วก็แถมถุงซ้อนทับเข้าไปอีก 1 ชั้น โอ๊ย...ไปตลาด 1 วัน กลับมาถึงบ้าน ได้ขยะพลาสติกเพิ่มมาเกือบกิโลเสาร์อาทิตย์ แวะไปซื้อของที่ศูนย์การค้าดีกว่า เย็นดีกว่าตลาดสดบ้านเรา โลตัส หรือ บิ๊กซี ดีล่ะ ช่างมันเถอะ ไม่ต้องคิดมาก ไหน ๆ ก็มาแล้ว แวะมันทั้ง 2 ห้างนั่นแหละ เผื่อว่าจะมีอะไรราคาถูก ๆ ในรอบโปรโมชั่นให้ซื้อกันบ้าง...ทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ก็ซื้อไว้ก่อน เถอะน่า เผื่อว่าสักวันมันอาจจะจำเป็นต้องใช้ก็ได้...ว่าแล้วก็ช่วยกันหยิบของใส่รถเข็นจนเต็ม...เอ้อ..ไม่เป็นไร นาน ๆ มาที ซื้อไปเถอะ...พนักงานน่ารักมาก ๆ ถุงพลาสติกไม่ใช่ของเรา เดี๋ยวลูกค้าจะหาว่าเราหวง 2 – 3 ชิ้น ต่อ 1 ถุง ลูกค้าจะได้หิ้วสะดวก อย่าไปทำแบบบางห้าง ที่ไม่ยอมใส่ถุงพลาสติกให้ลูกค้า ...ห้างอะไรนะ... พอกลับมาถึงบ้าน ขนของลงจากรถ โอ้โฮ...รถเราที่จุของได้มากจริง ๆ ไม่รู้ยัดเข้ามาได้อย่างไร ค่อย ๆ บรรจงเอาของออกจากถุงพลาสติก จัดเรียงไว้เตรียมใช้ในอนาคต ...เออ...ได้ถุงพลาสติกใบใหญ่ ๆ ไว้อีกเป็นกิโล...เราทำลายพลาสติกกับโฟมกันอย่างไร เผา ฝัง หรือทำอย่างไรกันครับ ลดปริมาณลงได้ไหมครับ หรือว่าช่างมันไม่ใช่บ้านเรา ทำให้ในบ้านเราไม่มีก่อนเป็นใช้ได้ เผา ๆ ทิ้ง ๆ ไปเดี๋ยวก็หายไปเอง หรืออย่างไร เรามีส่วนทำให้โลกนี้ร้อนได้อย่างไรผมมีคำตอบหนึ่งมาเสนอในวันนี้คือ ถุงผ้า.....ผมชอบมากๆ เพราะว่าน่าใช้ ใส่หนังสือก็ได้ ใส่กับข้าวก็ได้ ใส่ผัก ไก่ ข้าวห่อ ผลไม้ต่างๆ ไปซื้อของที่ตลาดสะดวกจริง ๆ มีใครอายบ้างหากเปลี่ยนมาใช้ถุงผ้า หรือบอกแม่ค้าว่าไม่เอาถุงพลาสติก มีถุงผ้ามาแล้ว พนังงานขายเธอจะค้อนให้ไหมครับ หากค้อนวันหน้าเอาตาปูไปด้วยนะครับ อิอิ..March 18 คุณภาพการศึกษาไทยปลาอะไรเอ่ย ตกใจ......เฉลย ปลาดุก..อุ๊ย.. ออกเสียงเป็นตกใจนิด ๆ พอน่ารัก น่าเตะ แต่สำรับข่าวที่ “ครูแดง” ทราบมา ตงไม่ใช่น่าตกใจเล็กน้อย ถึงปานกลาง แต่น่าจะเป็น น่าตกใจมาก ถึง มากที่สุด เพราะผลจากการประเมินความรู้ของ “องค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ(OECD)” ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิก 30 ประเทศ และประเทศที่เข้าร่วมโครงการ 27 ประเทศ ได้ทำการสำรวจความรู้และทักษะการเรียนของนักเรียนอายุ 15 ปี จาก 57 ประเทศเพื่อหาตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษา ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า ระบบการศึกษาของแต่ละประเทศได้เตรียมเยาวชนให้พร้อมสำหรับอนาคตหรือไม่เพียงใด ผลการประเมินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพการศึกษาของไทย ดังนี้ 1. นักเรียนไทยมีคะแนนการอ่านลดลง ทั้งที่มีการปฏิรูปการศึกษา คะแนนค่าเฉลี่ยการอ่าน อยู่ในอันดับที่ 41 - 42 จาก 57 ประเทศ และมีค่าคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าคะแนนค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD นักเรียนไทยจำนวน 37 % มีความสามารถในการอ่านต่ำมาก ส่งผลให้การเรียนวิชาอื่น ๆ ต่ำไปด้วย 2. นักเรียนไทยมีความรู้คณิตศาสตร์อยู่ในเกณฑ์ต่ำ คะแนนค่าเฉลี่ยอยู่ในอันดับที่ 43 - 47 จาก 57 ประเทศ นักเรียนจากกลุ่มโรงเรียนสาธิตกลุ่มเดียวที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าคะแนนค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD 3. นักเรียนไทยมีสมรรถนะการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ต่ำ คะแนนค่าเฉลี่ยการอ่าน อยู่ในอันดับที่ 44 - 47 จาก 57 ประเทศ และเมื่อวิเคราะห์ระดับการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยแบ่งเป็น 6 ระดับ โดยถือว่าระดับ 1 ต่ำที่สุด และ ระดับ 6 สูงสุด พบว่า นักเรียนไทยที่มีความรู้ในระดับสูง(ระดับ 5 - 6) มีจำนวนไม่ถึง หนึ่งในร้อย (คงเป็นนักเรียนที่ได้เหรียญทองโอลิมปิควิชาการนั่นเอง) และนักเรียนจำนวนถึง 47% ที่มีความรู้วิทยาศาสตร์เพียงระดับพื้นฐาน (ระดับ 1 - 2) จาการสำรวจของ OECD พบประเด็นที่น่าสนใจคือ นักเรียนส่วนใหญ่ตระหนักถึงเรื่องราวของสิ่งแวดล้อม เช่น การทำลายป่า ก๊าซเรือนกระจก แต่นักเรียนส่วนใหญ่คิดว่าปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถจัดการได้ แต่ก็ยังน่าดีใจที่จาการสำรวจพบว่านักเรียนที่มีคะแนนวิทยาศาสตร์สูงตระหนักถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมมากกว่ากลุ่มนักเรียนที่มีคะแนนวิทยาศาสตร์ต่ำ ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เรา(ครูภาษาไทย ครูวิทยาศาสตร์ และครูคณิตศาสตร์) จะมาร่วมมือช่วยกันวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อยกระดับความรู้ของเด็กไทย เพื่อไม่ให้เด็กไทยของเรา ต้องถอยหลังไปจนถึงอันดับที่ 57 หรือ ต้องรอให้ ลาว พม่า เขมร ก้าวล้ำไปข้าหน้าเราเสียก่อน ค่อยมาหาทางแก้ปัญหากัน
ข้อมูลบางส่วนจาก “การศึกษาต้องมาก่อน” โดย พีระ พนาสุภน บริษัท สำนักพิมพ์แม็ค จำกัด March 01 ในห้องสอบต่างคร่ำเคร่ง เร่งคิด จิตอึดอัด ข้อสอบยาก ชะมัด ทำไม่ได้ อยากจะกา ให้เสร็จ ส่งส่งไป ก็กลัวได้ คะแนนน้อย ด้อยความรู้ ยามครูสอน ไม่ค่อยเรียน เวียนพูดคุย ให้ส่งงาน ทำชุ่ยชุ่ย ถุย..ของหมู ไม่ทบทวน ไม่ท่องจำ กรรมของกู ก็เพิ่งรู้ ตอบเดาเดา เศร้าใจจัง ครูชินวิทย์ 1 มี.ค. 51 October 09 เด็กจีนเรียนเก่งเพราะ ...ดูเหมือนจะเหมือนกันทั่วโลก พ่อแม่รักลูก พ่อแม่หวังดีต่อลูก อยากให้ลูกเรียนหนังสือเก่ง โตขึ้นจะได้เป็นหมอ เป็นวิศวกร เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง เป็นรัฐมนตรี ดังนั้นพยายามส่งเสริมให้ลูกเรียนหนังสือ สิ่งที่พ่อแม่สนใจคือลูกได้คะแนนเท่าไร เป็นอันดับที่เท่าไรในห้องเรียน น้อยคนไปสนใจว่าแต่ละวันลูกเรียนหนังสือกี่ชั่วโมงสื่อทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นสื่อทางโทรทัศน์ สื่อทางอินเทอร์เน็ต เกมส์ไฟฟ้า มีผลต่อวิถีชีวิตมนุษย์เราอย่างมาก ทุกคนเป็นทั้งคนได้รับผลประโยชน์และภัยโทษจากการพัฒนาการของวิทยาศาสตร์ ในประเทศจีน (ดูเหมือนจะเป็นในประเทศไทยด้วย) เด็กหันมาเล่นเกมส์ไฟฟ้า เล่นอินเทอร์เน็ต แชตกับเพื่อนมากขึ้น จนทำให้การเรียนการเงินเสียหาย ซึ่งเป็นปัญหาสังคมที่กำลังได้รับความสนใจในขณะนี้ ทางการจีนได้ทำการสำรวจ "ชีวิตนักเรียนยามว่างในเมืองกว่างโจว" ตัวเลขน่าสนใจมาก 1. ทำการบ้าน 66.8% 2. อ่านหนังสือ 50.8% 3. อ่านหนังสือพิมพ์ 27.3% 4. เล่น 26.7% 5. เรียนพิเศษ 11.6% 6. กิจกรรม 11.5% 7. กีฬา 11.1% 8. เดินห้าง 4.5% อินเทอร์เน็ต คาเฟ่ 1.3% 9. เกมส์ 0.6% 10. คาราโอเกะ 0.5% ทุกวันเด็กกว่างโจวต้องใช้เวลาทำงานการบ้าน 2 ชั่วโมงขึ้นไป ในเวลาว่างยังมีเด็กถึง 66.8% ทำการบ้าน มีเด็กถึง 50.9% อ่านหนังสือ เวลาดูโทรทัศน์ 97 นาที เด็กบางคนใช้เวลา 43 นาทีเล่นเกมส์ไฟฟ้าในวันหยุดหรือช่วงปิดเทอมใช้เวลา 90 นาทีเล่นเกมส์ รายการโทรทัศน์ที่เด็กชอบดูมากที่สุดคือ รายการเด็ก ละคร รายการดนตรี แต่ว่ารายการละครเป็นรายการที่พ่อแม่ไม่ส่งเสริมให้นักเรียนดู ผู้ปกครองอยากให้ลูกดูรายการสารคดี รายงานข่าว ประวัติศาสตร์ เหตุการณ์บ้านเมืองและการกีฬา ในข้อนี้ความคิดเห็นกับผู้ปกครองตรงกัน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการศึกษาชี้ว่า ชีวิตเด็กจีนในยามว่างไม่หลากหลาย ทั้งครูและผู้ปกครองไม่ได้สร้างบทบาทที่ดีในการชี้แนะเด็กหรือมีส่วนร่วมกับเด็ก แต่ละวันนอกจากนักเรียนต้องใช้เวลา 2 ชั่วโมงทำการบ้านแล้ว ยังมี 66.8% ใช้เวลาว่าง ทำการบ้านอื่นๆ หรือมีเด็ก 50.9% อ่านหนังสือ แง่หนึ่งต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่ดี ความตั้งใจ ความขยันของเด็กจีนยังไม่หายไปหมดสิ้น เด็กจีนยังมีหวัง ประเทศจีนยังมีหวัง อีกประการหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่าสังคมมีการแข่งขันสูง แม้เด็กๆ ก็ประสบแรงกดดันสูง ส่วนนักเรียนไทย ผมไม่รู้ว่าใช้เวลามากน้อยเท่าใดทำการบ้าน นอกจากต้องทำการบ้านที่ครูสั่งไว้แล้ว มีอีกกี่คนขวนขวายอ่านหนังสือ และใช้เวลากับการเดินห้าง เล่มเกมส์ สมดุลหรือเหมาะสมหรือไม่ ครูและผู้ปกครองไทยน่าพิจารณาดูบ้างนะครับ |
ทิ้งข้อควมไว้เป็นกำลังใจกันบ้างนะครับ |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|